DrG G-Green นวัตกรรมจุลินทรีย์ชีวภาพฟื้นฟูดินและบำรุงพืช
- ฟื้นฟูดิน คืนชีวิตให้ราก: ช่วยปรับโครงสร้างดินให้ร่วนซุย เพิ่มอินทรียวัตถุในดินอย่างเป็นธรรมชาติ
- กระตุ้นระบบราก: ส่งเสริมการแตกราก แผ่รากฝอย พืชดูดซึมน้ำและธาตุอาหารได้เต็มประสิทธิภาพลำต้นแข็งแรง พืชเจริญเติบโตสมบูรณ์
- เพิ่มความพร้อมของธาตุอาหาร: ปลดปล่อยธาตุอาหารที่ตกค้างในดิน และสนับสนุนวงจรการหมุนเวียนธาตุอาหารให้พืชนำไปใช้ได้ทันที
- เร่งกระบวนการย่อยสลายอินทรียวัตถุ: ย่อยสลายเศษซากพืช ตอซังข้าว และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ไม่ต้องเผาทำลาย ลดมลพิษ
- เป็นหัวเชื้อประสิทธิภาพสูง: ใช้ผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพ และปุ๋ยน้ำชีวภาพคุณภาพสูงได้สะดวกรวดเร็ว
- ประหยัดต้นทุนปุ๋ยและสารเคมี: ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมปุ๋ย ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง
- ใช้งานง่าย: ละลายน้ำได้ดี ใช้ฉีดพ่น ราดลงดิน หรือให้ผ่านระบบน้ำได้ทันที
ชีวภัณฑ์เพื่อการเกษตร
ปัญหาที่พบบ่อยในพื้นที่เพาะปลูกและปัญหาดินเสื่อมสภาพ
- ดินแน่น แข็ง ด้าน หรือดินขาดธาตุอาหารจากการใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีสะสมเป็นเวลานาน
- ระบบรากชะงัก พืชไม่ยอมกินปุ๋ย รากเน่าง่ายจากการสะสมของเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค
- ธาตุอาหารตกค้างในดินสูง แต่พืชไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ทำให้ต้องใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต้นทุนสูง
- เศษซากพืช ตอซังข้าว ย่อยสลายช้า ต้องใช้วิธีการเผา ซึ่งทำลายหน้าดิน ทำลายจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์และสร้างมลพิษทางอากาศ
- ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยน้ำชีวภาพใช้เวลาและกระบวนการหมักนาน มีกลิ่นเหม็นรบกวน และคุณภาพไม่สม่ำเสมอ
- ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ ผลผลิตแคระแกร็น ผักไม่แข็งแรง ผลไม้ลูกเล็ก รสชาติไม่คงที่
- ต้นทุนค่าสารเคมีและค่าปุ๋ยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ประสิทธิภาพผลผลิตลดลงเรื่อยๆ
ประเภทการเพาะปลูกที่เหมาะกับการใช้งาน
- ผักกินใบ (ผักสลัด กะหล่ำปลี กวางตุ้ง)
- ไม้ผล (ทุเรียน มังคุด ส้ม มะม่วง)
- พืชผักสวนครัว (มะเขือเทศ พริก กะเพรา)
- พืชไม้เลื้อย (เมล่อน แตงโม แตงกวา)
- ไม้ดอกไม้ประดับ
- พืชตระกูลถั่ว พืชไร่และพืชเศรษฐกิจแปลงใหญ่ (ยางพารา ปาล์ม)
- พืชในโรงเพาะชำ และแปลงผลิตต้นกล้า
ปัญหาโรคพืชต่างๆที่เกษตรกรต้องพบเจอ
- โรคใบจุด
- โรคราสนิม
- โรครากเน่าดำ
- โรครากและโคนเน่า
- โรคเหี่ยวเขียว
- โรคโคนต้นเน่าคอดิน
- โรคสะเก็ดดำ
- โรคแอนแทรคโนส
- โรคเหี่ยวเหลือง
- โรคใบจุด
- โรคใบไหม้,ใบติด,ใบร่วง
- โรคเน่าเละ ผลเน่า
- โรคแคงเกอร์
- โรคราแป้ง
ช่วยฟื้นฟูสภาพทรุดโทรมของต้นกล้าพืช และกำจัดเชื้อโรคในดิน
ใช้ทำปุ๋ยหมักเชื้อปฏิปักษ์
การใช้เชื้อจุลินทรีย์ G-Green ในการย่อยสลายตอซังข้าว
จุลินทรีย์ พิโก ย่อยสลายตอซังข้าว เป็นหัวเชื้อจุลินทรีย์ เข้มข้น 1 กิโลกรัม ผสมน้ำได้ 2,000 ลิตร ใช้ได้กับน้ำ 10 ไร่ จะช่วยย่อยสลายตอซังข้าวให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยย่อยสลายเมล็ดวัชพืช ข้าวดีดข้าวลายข้าวนก ช่วยย่อยไข่หอยเชอรี่ ไข่เพลี้ย ตัดวงจรการแพร่ระบาดของเพลี้ยไฟ มีจุลินทรีย์ที่ทำให้ดินร่วนซุย และมีจุลินทรีย์ที่ช่วยยับยั้งเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคข้าวต่าง ๆ ในแปลงนา ช่วยให้ดินดี น้ำดี ไม่มีสารพิษตกค้าง
จุลินทรีย์ในพิโกจะย่อยสลาย ตอซังข้าว, วัสดุเหลือจากการเกษตร อย่างช้า ๆ โดยช่วยปลดปล่อยธาตุอาหารที่สำคัญในดินให้แก่พืช อีกทั้งสร้างเอนไซม์ลิกเนส ช่วยย่อยสลายสารลิกนินที่เป็น โครงสร้างต้นข้าว, เอนไซม์เฮมิเซลลูเลส, เซลลูเลส ช่วยย่อยสลายเยื่อใยไฟเบอร์ของต้นพืชให้แตกตัว, เอนไซม์เพ็กติเนส ช่วยย่อยสลายสารเพ็กตินที่เป็น โครงสร้างเปลือก ไม้ยืนต้น นอกจากนั้นจุลินทรีย์ในพิโกยังผลิตสารแบคทีริโอซิน และ อิทุริน ซึ่งมีคุณสมบัติในการกาจัดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคพืชหลายๆชนิด และทำลาย ไข่ไส้เดือนฝอย (nematode) รวมถึงไข่ของแมลงด้วย ซึ่งเป็นการตัดวงจรชีวิตของแมลงนั้น
ใช้ 300 กรัม ผสมน้ำ 200 ลิตร ราดรดให้ทั่วแปลงนาข้าว 1 ไร่ โดยทำหลังจากเก็บเกี่ยวต้นข้าวจากนาและราดรดเมื่อทำการไถพลิกดิน จุลินทรีย์จากพิโก จะเร่งขบวนการย่อยสลายตอซังให้กลับมาเป็นปุ๋ยทางธรรมชาติในดินอย่างรวดเร็ว
วิธีและขั้นตอนปฏิบัติดังนี้
การเตรียมอุปกรณ์สำหรับการหมัก
- เชื้อจุลินทรีย์ จำนวน 1000 กรัม หรือ 1 กิโลกรัม
- ถังหมักจุลินทรีย์ถังละ 200 ลิตร (ใช้ 10 ถัง), หรือ 1,000 ลิตร (ใช้ 2 ถัง)
- เครื่องมือในการฉีดพ่นปุ๋ย หรือ สารเคมี (ต้องล้างให้สะอาดไม่มี ยาฆ่าแมลงตกค้าง)
ขั้นตอนหมักเชื้อเชื้อจุลินทรีย์พิโก (1 กิโลกรัม ใช้กับนาข้าวได้ 10 ไร่)
- นำถังที่เตรียมไว้ใส่น้ำสะอาดที่ไม่มีคลอรีน หรือ ยาฆ่าแมลง ลงในถัง 200 ลิตร (ใช้ 10 ถัง)
- นำหัวเชื้อพิโก 100 กรัม เทลงในถัง 200 ลิตร ต่อ 1 ถัง (1 กก. ทำได้จำนวน 10 ถัง), หรือนำหัวเชื้อ 500 กรัม ผสมลงในถัง 1,000 ลิตร (1 กก. ทำได้จำนวน 2 ถัง), จากนั้นให้กวนส่วนผสมให้เข้ากันอย่างดี
- หมักหัวเชื้อทิ้งไว้ 1 วัน 1 คืน ควรเปิดฝาถัง เพราะจุลินทรีย์ต้องการอากาศหายใจ และควรหมักในที่มีแดดจัด จะยิ่งทำให้เชื้อเจริญได้อย่างรวดเร็ว
- วันรุ่งขึ้นนำไปฉีดพ่นให้ทั่วพื้นที่ 10 ไร่ ในเวลาตอนเช้า ปรับหัวฉีดให้เป็นละอองเม็ดใหญ่
ขั้นตอนในการปฏิบัติในการขบวนการย่อยสลาย (ใช้หัวเชื้อจำนวน 1 กก. / 10 ไร่)
- ปล่อยน้ำเข้าแปลงนา ให้ท่วมพอประมาณ
- เอารถย้ำตอซังให้จมน้ำจนทั่วแปลงนา ให้ฟางจมน้ำ ถ้าฟางไม่จมน้ำจะย่อยไม่ได้ นำน้ำสารละลายไปฉีดพนให้ทั่วพื้นที่ 10 ไร่ ในเวลาตอนเช้า ปรับหัวฉีดให้เป็นละอองเม็ดใหญ่
- ทิ้งไว้ให้ครบ 3-5 วัน ก็เป็นการสิ้นสุดการย่อยสลาย สามารถทำการคราดหรือไถต่อได้เลย
การย่อยจะเกิดผลดีดังนี้คือ
- ฟางข้าวเมื่อเน่าสลายจะให้ปลดปล่อยธาตุอาหารแก่พืชเมื่อฟางข้าวย่อยสลายแล้วจะได้ธาตุไนโตรเจน (N) ธาตุฟอสฟอรัส (P) ธาตุโพแทสเซียม (K) แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) และซิลิก้า (SiO2) การไถกลบฟางข้าวจำนวน 1 ตัน จะได้ธาตุอาหารทั้งธาตุหลักและธาตุรอง ดังนี้คือ ไนโตรเจน (N) 6 กิโลกรัม ฟอสฟอรัส (P2O5) 1.4 กิโลกรัม โพแทสเซียม (K2O) 17 กิโลกรัม แคลเซียม (Ca) 1.2 กิโลกรัม แมกซีเซียม (Mg) 1.3 กิโลกรัม และที่สำคัญคือได้ธาตุซิลิก้า (SiO2) จำนวน 50 กิโลกรัม โดยประมาณแล้ว 1 ไร่จะได้ฟางข้าว 800-1,000 กิโลกรัม/ไร่ และตอซังอีก 1,200 – 1,500 กิโลกรัม/ไร่
- ย่อยวัชพืชในแปลงนา โดยเฉพาะข้าวดีด ข้าวหาง ข้าวลาย ข้าวนก จะถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ เป็นการขจัดวัชพืชในแปลงนาอย่างได้ผล
- ทำให้ดินร่วนซุย ทำให้ต้นข้าวออกรากลึกและรากเยอะ ช่วยให้ต้นข้าวหาอาหารได้มาก ลำต้นแข็งแรง
- ช่วยกำจัดควบคุมจุลินทรีย์ และเชื้อราซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่าง ๆ ของต้นข้าว
- ย่อยสลายไข่เพลี้ย เพลี้ยไฟ เพลี้ยกระโดย ซึ่งเป็นการตัดวงจรชีวิต ทำให้การแพร่ระบาดลดลง
- ย่อยสลายไข่หอยเชอรี่ซึ่งเป็นการตัดวงจรชีวิต ทำให้การแพร่ระบาดลงลดการสูญเสียการทำลายของต้นข้าว
- จุลินทรีย์จะช่วยปรับสภาพดินที่เป็นกรด-ด่าง ให้เป็นกลาง และเพิ่มความร่วนซุยของดินให้ดียิ่งขึ้น